ดูแลผิว และเวลเนส

Juvelook กับ Rejuran ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนเหมาะกับผิวเรา

Juvelook กับ Rejuran ต่างกันอย่างไร เปรียบเทียบกลไก PDLLA กับโพลีนิวคลีโอไทด์ ปัญหาผิวที่เหมาะ จำนวนครั้ง การพักฟื้น และช่วงราคา โดยทีมแพทย์ Onnyx Clinic

กองบรรณาธิการ Onnyx Clinic ตรวจทานโดยแพทย์ พญ. จันธิดา กล้วยจำนงค์ เผยแพร่เมื่อ 15 สิงหาคม 2569 ทบทวนล่าสุด 15 สิงหาคม 2569
ขวดแก้วใสสองขวดวางเคียงกันบนผ้าไหมสีแชมเปญ

Juvelook กับ Rejuran ต่างกันที่สารหลักและกลไก Juvelook เป็นไฮบริดของ PDLLA กับไฮยาลูรอนิกแอซิด เน้นกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่วน Rejuran เป็นโพลีนิวคลีโอไทด์จาก DNA ปลาแซลมอน เน้นซ่อมแซมและฟื้นฟูผิว การเลือกแบบไหนเหมาะกับผิวเราขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและการประเมินของแพทย์

Juvelook (ไหมน้ำ) คืออะไร

Juvelook คือสารฉีดในกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen biostimulator) แบบไฮบริด ที่คนไทยมักเรียกกันติดปากว่า “ไหมน้ำ” ผลิตโดยบริษัท VAIM Global จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งนำผลิตภัณฑ์นี้เข้าสู่ตลาดสกินบูสเตอร์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2010 จุดที่ทำให้ Juvelook ต่างจากสกินบูสเตอร์ทั่วไปคือการรวมสารสองชนิดที่ทำงานคนละจังหวะไว้ในขวดเดียว ได้แก่ ไมโครพาร์ติเคิลของ PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) และ ไฮยาลูรอนิกแอซิดชนิดไม่เชื่อมขวาง (non-crosslinked HA)

ในขวดผงแห้งขนาด 50 มิลลิกรัม ผู้ผลิตระบุสัดส่วนเป็น PDLLA 42.5 มิลลิกรัม และ HA (sodium hyaluronate) 7.5 มิลลิกรัมต่อขวด (VAIM Global) โดยอนุภาค PDLLA มีขนาดราว 10–40 ไมครอน รูปทรงกลมและมีโครงสร้างพรุนคล้ายตาข่าย ซึ่งผู้ผลิตอธิบายว่าออกแบบมาเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสสำหรับการกระตุ้นคอลลาเจน และผู้ผลิตระบุว่าออกแบบมาเพื่อลดโอกาสเกิดตุ่มไตแข็ง (nodule) เมื่อเทียบกับอนุภาคทรงผลึกของ PLLA ทั้งนี้ยังพบรายงานตุ่มไตแข็งได้ (ดูหัวข้อการพักฟื้น) และยังไม่มีข้อสรุปเชิงเปรียบเทียบในคน

ชื่อเล่น “ไหมน้ำ” มาจากการที่เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นของเหลวใสหลังผสม ต่างจาก “ไหมละลาย” ที่เป็นเส้น แต่ให้แนวคิดคล้ายกันคือการวางโครงให้ผิวสร้างเนื้อเยื่อของตัวเองขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม Juvelook ไม่ใช่ การฝังเส้นไหม และไม่ได้ให้ผลยกกระชับแบบเดียวกับการร้อยไหม การเข้าใจจุดนี้ช่วยตั้งความคาดหวังให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น

Juvelook มีหลายรุ่นตามความเข้มข้นสำหรับเป้าหมายที่ต่างกัน ควรสอบถามคลินิกถึงรุ่นที่ใช้จริง ข้อมูลการขึ้นทะเบียนของผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ก่อนทำจึงควรสอบถามคลินิกถึงชื่อรุ่น แหล่งที่มา และการขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทยของผลิตภัณฑ์ที่ใช้จริง

Rejuran (รีจูราน) คืออะไร

Rejuran หรือรีจูราน คือสกินบูสเตอร์ในกลุ่ม โพลีนิวคลีโอไทด์ (Polynucleotide หรือ PN) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสายยาวของสารพันธุกรรม (DNA) ที่ผ่านการสกัดและทำให้บริสุทธิ์จาก DNA ของปลาแซลมอน ผลิตโดยบริษัท PharmaResearch จากประเทศเกาหลีใต้ สาร PN อยู่ในตระกูลเดียวกับ PDRN (Polydeoxyribonucleotide) ซึ่งเป็นชิ้นส่วน DNA ที่สั้นกว่าและมีงานวิจัยด้านการสมานแผลรองรับ (PubMed, 2021)

กลไกที่มีการศึกษาไว้ในงานวิจัยดังกล่าวคือ PDRN ทำหน้าที่คล้ายตัวกระตุ้นตัวรับอะดีโนซีน (adenosine A2A receptor) ซึ่งสัมพันธ์กับการกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การสร้างหลอดเลือดใหม่ และการลดการอักเสบในแบบจำลองแผลที่หายช้า พูดให้เข้าใจง่ายคือ Rejuran ไม่ได้ “เติมเนื้อ” ให้ผิว แต่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้ผิวเดินกระบวนการซ่อมแซมและปรับสภาพของตัวเอง

Rejuran มีหลายรุ่นให้แพทย์เลือกตามเป้าหมาย ที่พบบ่อยได้แก่ Healer (ฟื้นบำรุงผิวโดยรวม), HB ที่ผสม HA เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น, Eye (I) สำหรับผิวบางบริเวณรอบดวงตา และ S สำหรับรอยแผลเป็นและร่องลึก จุดต่างของแต่ละรุ่นอยู่ที่ความเข้มข้นของ PN ความหนืดของเนื้อผลิตภัณฑ์ และส่วนผสมเสริม รายละเอียดเชิงลึกของแต่ละรุ่นอ่านเพิ่มได้ที่บทความ Rejuran (รีจูราน) คืออะไร มีกี่รุ่น

Juvelook กับ Rejuran ต่างกันอย่างไร

ความต่างที่สำคัญระหว่างสองตัวนี้คือ Juvelook เน้นสร้างของใหม่ ส่วน Rejuran เน้นซ่อมของเดิม Juvelook ทำงานโดยวางอนุภาค PDLLA ไว้ในชั้นผิว อนุภาคจะค่อย ๆ สลายไปตามธรรมชาติและกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาแทน ขณะที่ Rejuran ใช้สาร PN เป็นสัญญาณทางชีวภาพต่อผิวที่มีอยู่เดิม โดยตามกลไกที่มีการศึกษาไว้ PN ทำหน้าที่ส่งสัญญาณกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

ในระดับกลไก งานวิจัยระบุว่า PDLLA กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนผ่านปฏิกิริยาอักเสบระดับต่ำที่ควบคุมได้ ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วของแมคโครฟาจไปเป็นชนิด M2 การหลั่ง IL-10 และ TGF-β ที่กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้สังเคราะห์คอลลาเจน (Polymers, 2024) มีการศึกษาเปรียบเทียบในสัตว์ทดลอง (หนูสูงวัย) ที่ฉีด PDLLA เทียบกับน้ำเกลือ พบว่าที่ 8 สัปดาห์ หลังฉีด ความหนาแน่นของเส้นใยคอลลาเจนเพิ่มขึ้นราว 2.62 เท่า คอลลาเจนที่สร้างใหม่เพิ่มราว 4 เท่า และความยืดหยุ่นของผิวดีขึ้นราว 1.73 เท่า โดยในการศึกษาเดียวกันนี้กลุ่มที่ได้ PN ก็มีระดับ TGF-β เพิ่มขึ้นเช่นกัน และในการศึกษานี้ กลุ่ม PDLLA มีการสะสมคอลลาเจนมากกว่ากลุ่ม PN ซึ่งเป็นผลเฉพาะในแบบจำลองสัตว์ทดลองนี้ (Int J Mol Sci, 2023)

ข้อควรระวังในการอ่านตัวเลขเหล่านี้คือเป็นผลจาก การศึกษาในสัตว์ทดลอง ไม่ใช่การทดลองในคน จึงใช้อธิบายกลไกได้ แต่ไม่ควรนำมาแปลงเป็นความคาดหวังเรื่องผลลัพธ์บนใบหน้าโดยตรง ผลจริงในแต่ละคนขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิวเดิม เทคนิคการฉีด และการดูแลหลังทำ

อีกจุดต่างที่คนมักสงสัยคือจังหวะที่ผิวเปลี่ยน ส่วนของ HA ใน Juvelook ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำขึ้นได้ในช่วงแรก แต่ส่วนของคอลลาเจนที่มาจาก PDLLA ไม่เห็นผลทันที เพราะต้องรอให้ร่างกายสร้างขึ้นเอง รายงานผู้ป่วยรายหนึ่งที่ติดตามด้วยอัลตราซาวด์ก็อธิบายการทำงานของ Juvelook ในลักษณะสองจังหวะเช่นกัน คือความหนาของผิวที่เพิ่มขึ้นในช่วงแรก ตามด้วยการกระตุ้นคอลลาเจนที่ตามมาภายหลัง โดยผู้เขียนระบุข้อจำกัดไว้ว่าเป็นการติดตามผลในระยะสั้น (Cureus, 2025) ส่วน Rejuran มักถูกอธิบายว่าให้ผิวฉ่ำน้ำและแข็งแรงขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามรอบที่ทำ

ตารางเปรียบเทียบ Juvelook กับ Rejuran

หัวข้อJuvelook (ไหมน้ำ)Rejuran (รีจูราน)
สารหลักPDLLA + ไฮยาลูรอนิกแอซิดชนิดไม่เชื่อมขวางโพลีนิวคลีโอไทด์ (PN/PDRN) จาก DNA ปลาแซลมอน
ผู้ผลิตVAIM Global (เกาหลีใต้)PharmaResearch (เกาหลีใต้)
กลไกหลักเป็นโครงกระตุ้นให้ไฟโบรบลาสต์สร้างคอลลาเจนใหม่ส่งสัญญาณกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
เป้าหมายที่เน้นโครงสร้างผิวแน่นขึ้น ผิวเรียบเนียน รูขุมขนดูเล็กลงคุณภาพผิว ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ผิวบอบบางฟื้นตัว
บริเวณที่มักทำแก้ม กรอบหน้า ใต้ตา ลำคอ และผิวกายทั้งใบหน้า รอบดวงตา และบริเวณที่ผิวบางบอบบาง
จำนวนครั้งต่อคอร์สราว 3 ครั้งราว 3–4 ครั้ง
ระยะห่างระหว่างครั้งราว 4 สัปดาห์ (บางโปรโตคอล 3–6 สัปดาห์)ราว 2–4 สัปดาห์
ช่วงที่เริ่มสังเกตผลราว 2–4 สัปดาห์ (HA) และชัดขึ้นเดือนที่ 3–6 (คอลลาเจน)ราว 4–6 สัปดาห์ขึ้นไป
ระยะเวลาที่ผลอยู่ได้โดยทั่วไปราว 6–12 เดือนหลังครบคอร์ส ผลไม่ได้คงอยู่ถาวรต้องบำรุงต่อเนื่องเป็นระยะทุกไม่กี่เดือน
การพักฟื้นบวมมักเด่นใน 72 ชั่วโมงแรก รอยช้ำมักจางในราว 1 สัปดาห์ตุ่มนูนเล็ก ๆ มักยุบใน 24–48 ชั่วโมง ผิวเข้าที่ราว 3–4 วัน
ราคาโปรแกรม Juvelook ที่ Onnyx Clinic 2cc 4,500 บาท / 4cc 8,000 บาทขึ้นอยู่กับรุ่น จำนวนครั้ง และแต่ละคลินิก

เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน

คำตอบสั้น ๆ คือทั้งสองอย่างตอบโจทย์คนละมุมของคำว่า “ผิวดี” Juvelook เหมาะกับคนที่มองหาการปรับ โครงสร้างและเนื้อผิว ส่วน Rejuran เหมาะกับคนที่มองหาการ ฟื้นฟูและซ่อมแซม ผิวที่บอบบางหรืออ่อนแรง การเลือกจึงควรเริ่มจากการระบุปัญหาผิวของตัวเองให้ชัดก่อน แล้วให้แพทย์ประเมินสภาพผิวจริงประกอบ

Juvelook อาจเป็นทางเลือกที่น่าพิจารณาสำหรับผู้ที่:

  • รู้สึกว่าผิวเริ่มหย่อนตัวเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องการให้โครงสร้างผิวดูแน่นขึ้น
  • กังวลเรื่อง รูขุมขนที่ดูกว้าง และผิวที่ไม่เรียบเนียน
  • มีร่องรอยหลุมสิวตื้น ๆ หรือผิวขรุขระที่ต้องการปรับพื้นผิว
  • ต้องการดูแลผิวบริเวณกว้าง เช่น ลำคอ ต้นแขน หรือหน้าท้อง ร่วมกับใบหน้า
  • เข้าใจว่าผลด้านคอลลาเจนจะค่อย ๆ ปรากฏในช่วงหลายเดือน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในรอบเดียว

Rejuran อาจเป็นทางเลือกที่น่าพิจารณาสำหรับผู้ที่:

  • ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ระคายเคืองง่าย หรือผิวเสียจากการทำหัตถการมาก่อน
  • ผิวขาดน้ำ ดูหมองคล้ำ ขาดความยืดหยุ่นและความเรียบเนียน
  • กังวลเรื่องผิวบางบริเวณ รอบดวงตาและใต้ตา ซึ่งมีรุ่นเฉพาะรองรับ
  • ต้องการปรับสภาพรอยแผลเป็นจากสิวหรือร่องลึกร่วมกับแนวทางอื่น
  • ต้องการเริ่มจากแนวทางที่เน้นฟื้นฟูก่อน แล้วค่อยพิจารณาการกระตุ้นคอลลาเจนภายหลัง

ในทางปฏิบัติ หลายกรณีไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แพทย์อาจวางแผนให้ทำสลับกันหรือทำในช่วงเวลาที่ต่างกัน เช่น เริ่มด้วยการฟื้นฟูผิวให้พร้อมก่อน แล้วจึงตามด้วยการกระตุ้นคอลลาเจน สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการทำหลายหัตถการพร้อมกันเองโดยไม่ปรึกษา เพราะอาจเพิ่มการระคายเคืองสะสมต่อผิว หากอยากเห็นภาพรวมของหัตถการกลุ่มฉีดบำรุงผิวก่อน อ่านเพิ่มได้ที่ สกินบูสเตอร์ กับ เมโส ต่างกันยังไง

ต้องทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน

ทั้ง Juvelook และ Rejuran เป็นหัตถการแบบสะสมผล จึงวางแผนเป็นคอร์สทั้งคู่ ไม่ใช่การทำรอบเดียวแล้วจบ สำหรับ Juvelook โปรโตคอลที่พบบ่อยคือทำราว 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์ โดยบางแนวทางเว้นระยะที่ 3–6 สัปดาห์ตามการตอบสนองของผิวและปริมาณที่ใช้ในแต่ละรอบ เหตุผลที่ต้องเว้นระยะคือให้ร่างกายมีเวลาตอบสนองต่ออนุภาค PDLLA ก่อนเติมรอบถัดไป

สำหรับ Rejuran แนวทางที่พบบ่อยคือคอร์สราว 3–4 ครั้ง ห่างกัน 2–4 สัปดาห์ จากนั้นจึงทำเพื่อบำรุงต่อเนื่องเป็นระยะตามที่แพทย์แนะนำ ระยะห่างที่สั้นกว่าสะท้อนกลไกที่ต่างกัน เพราะ PN ทำงานในลักษณะการส่งสัญญาณซ่อมแซมซึ่งต้องการความต่อเนื่องของรอบการทำ มากกว่าการรอให้วัสดุสลายตัว

ปริมาณที่ใช้ต่อครั้งก็เป็นอีกตัวแปร ที่ Onnyx Clinic โปรแกรม Juvelook มีให้เลือกทั้งขนาด 2cc และ 4cc ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจากพื้นที่ที่ต้องการดูแลและสภาพผิวของแต่ละคน ไม่ใช่ว่าปริมาณมากกว่าจะเหมาะกับทุกคนเสมอไป การเติมมากเกินความจำเป็นในรอบเดียวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดตุ่มไตแข็งได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้แพทย์ประเมิน

ผลอยู่ได้นานแค่ไหน

ช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงกันทั่วไปสำหรับ Juvelook คือราว 6–12 เดือน หลังทำครบคอร์ส โดยผลด้านความชุ่มชื้นจาก HA มักสังเกตได้ในช่วง 2–4 สัปดาห์แรก ส่วนผลด้านคอลลาเจนมักชัดขึ้นในช่วง เดือนที่ 3–6 ตามจังหวะที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ ทั้งนี้ข้อมูลระยะยาวในคนยังมีจำกัด ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นช่วงโดยประมาณ และผลขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยแพทย์อาจนัดประเมินและพิจารณารอบบำรุงตามการตอบสนองของผิวแต่ละคน

สำหรับ Rejuran ลักษณะของผลเป็นการปรับคุณภาพผิวแบบสะสม จึงมักต้องทำเพื่อบำรุงต่อเนื่องเป็นระยะทุกไม่กี่เดือน มากกว่าจะเป็นการทำครั้งเดียวแล้วรอผลยาว ๆ ผู้ที่หยุดทำมักพบว่าคุณภาพผิวค่อย ๆ กลับไปตามสภาพเดิมและตามอายุที่เพิ่มขึ้น

สิ่งที่ควรเข้าใจตรงกันคือ ทั้งสองอย่างเป็นการดูแลคุณภาพผิว ผลไม่ได้คงอยู่ถาวร และปัญหาผิวเดิมก็ไม่หายขาดจากการทำหัตถการกลุ่มนี้ เพราะผิวยังคงมีกระบวนการเสื่อมตามวัยและได้รับผลจากแสงแดด ความเครียด การนอน และการดูแลประจำวันอยู่เสมอ ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาที่ผลคงอยู่ ได้แก่ อายุ อัตราการสร้างคอลลาเจนของแต่ละคน การป้องกันแสงแดด การสูบบุหรี่ และความสม่ำเสมอของการบำรุงผิว

พักฟื้นนานไหม มีอาการอะไรได้บ้าง

ทั้งสองหัตถการเป็นการฉีดเข้าชั้นผิว จึงมีการพักฟื้นระยะสั้นในลักษณะคล้ายกัน แต่รายละเอียดต่างกันอยู่บ้าง สำหรับ Juvelook อาการบวมมักเด่นในช่วง 72 ชั่วโมงแรก และรอยช้ำที่อาจเกิดขึ้นมักจางลงภายในราว 1 สัปดาห์ หลายคนกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในวันถัดมา แต่ควรวางแผนเว้นวันสำคัญไว้สักช่วงหนึ่ง

สำหรับ Rejuran สิ่งที่พบบ่อยคือ ตุ่มนูนเล็ก ๆ (micro-papules) บริเวณที่ฉีด รอยแดง หรือบวมเล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่มักยุบลงภายในราว 24–48 ชั่วโมง และผิวด้านบนมักเข้าที่ในราว 3–4 วัน ทั้งนี้ระยะเวลาแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ

ผลข้างเคียงที่ควรรู้ล่วงหน้าสำหรับสารกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนอย่าง PDLLA คือ ตุ่มไตแข็ง (nodule) หรือแกรนูโลมา ซึ่งมีรายงานอยู่ในเอกสารทางการแพทย์ และมีการจัดทำแนวทางการวินิจฉัยและดูแลไว้เป็นการเฉพาะ (PubMed, 2025) ปัจจัยที่มักถูกกล่าวถึงคือการเจือจางที่ไม่เหมาะสม การฉีดตื้นเกินไป หรือการเติมปริมาณมากในจุดเดียว ซึ่งเป็นเหตุผลที่หัตถการกลุ่มนี้ควรทำโดยแพทย์ในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน ไม่ใช่การทำเองหรือทำนอกสถานพยาบาล

อาการอื่นที่พบได้ทั่วไปหลังการฉีดสารเข้าผิว เช่น รอยแดง คัน กดเจ็บ หรือรู้สึกตึงบริเวณที่ทำ มักทุเลาเองในไม่กี่วัน ส่วนผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร มีการติดเชื้อหรือผื่นอักเสบบริเวณที่จะทำ มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ หรือมีโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด ควรแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบครบถ้วน เพราะบางกรณีอาจไม่เหมาะหรือต้องประเมินเพิ่มเติมเป็นรายบุคคล และหากมีอาการบวมแดงมากผิดปกติ ปวดเพิ่มขึ้น มีไข้ หรือคลำได้ก้อนแข็งที่ไม่ยุบลงหลังผ่านไปหลายสัปดาห์ ควรติดต่อคลินิกหรือแพทย์ที่ทำโดยเร็ว

ดูแลหลังทำอย่างไร

แนวทางดูแลหลังทำของทั้ง Juvelook และ Rejuran คล้ายกันในภาพรวม เพราะเป็นการฉีดสารเข้าชั้นผิวเหมือนกัน หลักการคือลดการรบกวนผิวในช่วงแรกและช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ตามปกติ

  • ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการขัดถู กด หรือนวดบริเวณที่ฉีดใน 24 ชั่วโมงแรก
  • งดสกินแคร์ที่มีฤทธิ์แรง เช่น กรดผลัดผิวและเรตินอยด์ ในช่วงราว 24–48 ชั่วโมงแรก
  • ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงแดดจัด เพราะแสงแดดมีผลต่อการสลายคอลลาเจน
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสะสม ซาวน่า อบไอน้ำ และการออกกำลังกายหนักในช่วง 1–2 วันแรก
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงวันแรก เพราะอาจทำให้บวมหรือช้ำได้ง่ายขึ้น
  • โดยทั่วไปแต่งหน้าได้หลังผ่านไปราว 24–48 ชั่วโมง หากแพทย์อนุญาต
  • ดื่มน้ำให้พอเหมาะและนอนหลับให้เต็มที่ เพื่อช่วยกระบวนการฟื้นตัวของผิว
  • มาตามนัดให้ครบคอร์ส เพราะผลของทั้งสองอย่างเป็นแบบสะสม
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมแดงมากขึ้น ปวดมากขึ้น หรือคลำได้ก้อน ควรติดต่อคลินิกที่ทำ

สำหรับ Juvelook บางแนวทางแนะนำให้นวดบริเวณที่ฉีดตามที่แพทย์กำหนดหลังผ่านช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยให้อนุภาคกระจายตัวสม่ำเสมอ จุดนี้ต่างกันไปตามเทคนิคและตำแหน่งที่ทำ จึงควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ที่ฉีดให้เป็นหลัก มากกว่าอ้างอิงคำแนะนำทั่วไปที่พบในอินเทอร์เน็ต

ราคาและการทำที่ Onnyx Clinic

ที่ Onnyx Clinic โปรแกรม Juvelook เป็นหนึ่งในโปรแกรมของกลุ่มบริการ Signature Skin Booster ซึ่งเป็นกลุ่มบริการที่เน้นการฟื้นฟูผิวเชิงลึกและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ราคาแบ่งตามปริมาณที่ใช้ ดังนี้

โปรแกรมปริมาณราคา
โปรแกรม Juvelook2cc4,500 บาท
โปรแกรม Juvelook4cc8,000 บาท

สำหรับ Rejuran ราคาโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับรุ่นที่เลือก (เช่น Healer, HB, Eye, S) จำนวนครั้ง และบริเวณที่ทำ จึงแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิก หากต้องการให้แพทย์ประเมินสภาพผิวและวางแผนการดูแลให้ตรงกับปัญหาของคุณ นัดหมายเพื่อเข้ารับการประเมินได้ทาง LINE

อีกจุดที่ช่วยเรื่องความรู้สึกระหว่างทำคือ สามารถเลือกฉีดกลุ่ม Signature Skin Booster ด้วย เครื่อง Hycoox ซึ่งเป็นเครื่องช่วยฉีดที่ใช้หัวฉีดขนาดเล็ก ช่วยกระจายตัวยาได้สม่ำเสมอและเจ็บน้อยลง เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องความรู้สึกขณะฉีด โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าเทคนิคใดเหมาะกับบริเวณและสภาพผิวของแต่ละคน

สรุป เลือกแบบไหนเหมาะกับผิวเรา

Juvelook กับ Rejuran ไม่ใช่คู่แข่งที่ต้องเลือกข้างเสมอไป แต่เป็นเครื่องมือคนละแบบที่ตอบโจทย์คนละมุม Juvelook เน้นวางโครงให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่จนโครงสร้างผิวดูแน่นและเรียบเนียนขึ้น ส่วน Rejuran เน้นส่งสัญญาณให้ผิวซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง เหมาะกับผิวที่บอบบางหรืออ่อนแรง ทั้งสองอย่างต้องทำเป็นคอร์ส ผลค่อย ๆ ปรากฏ และขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

คำตอบของคำถามว่า “เลือกแบบไหนเหมาะกับผิวเรา” จึงไม่ใช่ชื่อผลิตภัณฑ์ แต่คือการให้แพทย์ประเมินสภาพผิวจริงและดูประวัติสุขภาพประกอบก่อนวางแผน หากยังไม่แน่ใจ ทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ของ Onnyx Clinic ยินดีให้คำปรึกษา สอบถามหรือนัดหมายได้ทาง LINE: @onnyxclinic

แหล่งอ้างอิง

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินที่เหมาะสมกับคุณ

คำถามที่พบบ่อย

Juvelook กับ Rejuran ต่างกันอย่างไร +

ต่างกันที่สารหลักและกลไก Juvelook เป็นไฮบริดของ PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) กับไฮยาลูรอนิกแอซิด ทำหน้าที่เป็นโครงให้ผิวค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนใหม่ ส่วน Rejuran เป็นโพลีนิวคลีโอไทด์จาก DNA ปลาแซลมอน ทำหน้าที่ส่งสัญญาณกระตุ้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูผิว ผลของทั้งสองขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

Juvelook เหมาะกับใคร Rejuran เหมาะกับใคร +

Juvelook มักถูกเลือกให้กับผู้ที่รู้สึกว่าผิวเริ่มหย่อนตัว รูขุมขนดูกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน หรือมีร่องรอยหลุมสิวตื้น ๆ ส่วน Rejuran มักถูกเลือกให้กับผู้ที่ผิวบอบบาง ระคายเคืองง่าย ผิวขาดน้ำ หรือผิวบางบริเวณรอบดวงตา ทั้งนี้ต้องให้แพทย์ประเมินสภาพผิวจริงก่อนตัดสินใจ

ต้องทำกี่ครั้งถึงเริ่มสังเกตผล +

Juvelook โดยทั่วไปวางแผนเป็นคอร์สราว 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์ หลายคนเริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้ในราว 2–4 สัปดาห์แรกจากส่วนของ HA และผลด้านคอลลาเจนมักชัดขึ้นในช่วงเดือนที่ 3–6 ส่วน Rejuran มักทำ 3–4 ครั้ง ห่างกันราว 2–4 สัปดาห์ และเริ่มสังเกตผลได้ราว 4–6 สัปดาห์ขึ้นไป ผลขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ผลของ Juvelook และ Rejuran อยู่ได้นานแค่ไหน +

ช่วงเวลาที่มีการอ้างถึงกันทั่วไปสำหรับ Juvelook คือราว 6–12 เดือนหลังทำครบคอร์ส แต่ข้อมูลระยะยาวในคนยังมีจำกัด ส่วน Rejuran มักต้องบำรุงต่อเนื่องทุกไม่กี่เดือน ทั้งสองอย่างผลไม่ได้คงอยู่ถาวร และระยะเวลาแตกต่างกันไปตามอายุ สภาพผิว ไลฟ์สไตล์ และการดูแลของแต่ละบุคคล

โปรแกรม Juvelook ที่ Onnyx Clinic ราคาเท่าไหร่ +

โปรแกรม Juvelook อยู่ในกลุ่มบริการ Signature Skin Booster ของคลินิก ราคา 2cc 4,500 บาท และ 4cc 8,000 บาท ส่วนราคาของ Rejuran โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับรุ่นที่เลือก จำนวนครั้ง และบริเวณที่ทำ จึงแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิก หากต้องการให้แพทย์ประเมินสภาพผิว นัดหมายได้ทาง LINE @onnyxclinic

ดูแลหลังทำอย่างไร ห้ามทำอะไรบ้าง +

โดยทั่วไปควรทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน งดขัดถูหรือนวดบริเวณที่ฉีดใน 24 ชั่วโมงแรก งดสกินแคร์ที่มีฤทธิ์แรงราว 24–48 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงความร้อน ซาวน่า ออกกำลังกายหนัก และแอลกอฮอล์ในช่วง 1–2 วันแรก พร้อมทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ หากมีอาการบวมแดงผิดปกติควรติดต่อคลินิกที่ทำ

พญ. จันธิดา กล้วยจำนงค์

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ Onnyx Clinic

ตรวจทานโดยแพทย์ พญ. จันธิดา กล้วยจำนงค์ · แพทย์ผู้ดูแล Onnyx Clinic · ว.74005

ทบทวนล่าสุด 15 สิงหาคม 2569

แพทย์ →

บทความที่เกี่ยวข้อง

มุมห้องปรึกษาของคลินิกที่เรียบง่ายในแสงธรรมชาติ

ดูแลผิว เวลเนส

เลือกคลินิกความงามอย่างไรให้ปลอดภัย เช็กอะไรก่อนทำ

เลือกคลินิกความงามอย่างไรให้ปลอดภัย ตรวจใบอนุญาตสถานพยาบาล ตรวจแพทย์ ตรวจยาและเครื่องมือ สัญญาณเตือนที่ควรระวัง และคำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจ

8 ส.ค. 2569
ฉากคลินิกสปาโทนอบอุ่น หลอดดรอปเปอร์แก้วบนจานเซรามิกผิวด้าน มีหยดน้ำใสและกิ่งใบไม้เล็ก ๆ วางประกอบ

ดูแลผิว เวลเนส

รูขุมขนกว้าง เกิดจากอะไร รักษาให้ดูเล็กลงได้อย่างไร

รูขุมขนกว้างเกิดจากน้ำมันส่วนเกิน คอลลาเจนรอบรูขุมขนที่ลดลง และสิวอุดตัน รวมสาเหตุ วิธีดูแลที่บ้าน และหัตถการในคลินิกที่ช่วยให้รูขุมขนดูเล็กลง โดย Onnyx Clinic

25 ก.ค. 2569
ถุงวิตามินดริปใสแขวนในคลินิกโทนอบอุ่น

ดูแลผิว เวลเนส

วิตามินดริป คืออะไร ดริปผิวขาวดีไหม กี่ครั้งเห็นผล

วิตามินดริปคืออะไร ดริปผิวขาวหรือดริปบำรุงดีไหม กี่ครั้งเห็นผล ปลอดภัยไหม และเหมาะกับใคร อธิบายโดยทีมแพทย์ Onnyx Clinic

28 มิ.ย. 2569

พร้อมเริ่มดูแลตัวเองแล้วหรือยัง?

ปรึกษาแพทย์และนัดหมายได้ทาง LINE ทุกวัน

ทักไลน์ · @onnyxclinic