สิว และหลุมสิว

สิวมีกี่ชนิด แต่ละแบบรักษาต่างกันอย่างไร

สิวมีกี่ชนิด? แยกสิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวฮอร์โมน และสิวผด พร้อมแนวทางการดูแลแต่ละแบบอย่างปลอดภัย โดยทีมแพทย์ Onnyx Clinic

กองบรรณาธิการ Onnyx Clinic ตรวจทานโดยแพทย์ พญ. จันธิดา กล้วยจำนงค์ เผยแพร่เมื่อ 28 มิถุนายน 2569 ทบทวนล่าสุด 28 มิถุนายน 2569
ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวโทนธรรมชาติและใบไม้เขียวบนพื้นแชมเปญ

สิวมีกี่ชนิด? โดยทั่วไปแพทย์ผิวหนังแบ่งสิวเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ สิวไม่อักเสบ ได้แก่ สิวอุดตันหัวขาวและหัวดำ และ สิวอักเสบ ได้แก่ ตุ่มแดง ตุ่มหนอง สิวหัวช้าง/ก้อน และซีสต์ นอกจากนี้ยังมีภาวะที่ดูคล้ายสิว เช่น สิวฮอร์โมน สิวผด และสิวเชื้อรา ซึ่งมีกลไกและแนวทางดูแลต่างกัน

การเข้าใจว่าสิวที่เป็นอยู่จัดอยู่ในชนิดใด ช่วยให้เลือกการดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะสิวแต่ละแบบมีสาเหตุและการตอบสนองต่อการรักษาไม่เหมือนกัน บทความนี้เรียบเรียงโดยทีมบรรณาธิการและทบทวนเนื้อหาโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ของ Onnyx Clinic เพื่อให้ข้อมูลที่เข้าใจง่ายและอ้างอิงแหล่งข้อมูลทางการแพทย์

สิวเกิดจากอะไร

สิวเกิดจากความผิดปกติของรูขุมขนและต่อมไขมัน โดยมีปัจจัยร่วมหลัก ๆ ที่ทำงานพร้อมกัน ทำให้รูขุมขนอุดตันและบางครั้งเกิดการอักเสบตามมา

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดสิว ได้แก่

  • การผลิตน้ำมัน (sebum) มากขึ้น ซึ่งมักถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจน
  • การหลุดลอกของเซลล์ผิวในรูขุมขนผิดปกติ ทำให้เซลล์ผิวสะสมและอุดตัน
  • เชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes (เดิมเรียก Propionibacterium acnes) ที่อยู่ในรูขุมขน เมื่อมีน้ำมันสะสมมากขึ้นจะเพิ่มจำนวนและกระตุ้นการอักเสบ
  • กระบวนการอักเสบของร่างกาย ที่ตอบสนองต่อการอุดตันและเชื้อแบคทีเรีย

ปัจจัยภายนอกและพฤติกรรมบางอย่างอาจมีส่วนทำให้สิวเป็นมากขึ้น เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เหมาะสม การใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่อุดตันรูขุมขน และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อย่างไรก็ตามอาหารบางชนิดยังเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม จึงควรพิจารณาเป็นรายบุคคล สิวเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและเป็นเรื่องปกติในหลายช่วงวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง แต่ก็พบในวัยผู้ใหญ่ได้เช่นกัน การเข้าใจสาเหตุพื้นฐานนี้ช่วยให้เห็นภาพว่าทำไมสิวแต่ละชนิดจึงต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน

สิวมีกี่ชนิด

แพทย์ผิวหนังมักแบ่งสิว (acne vulgaris) ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามว่ามีการอักเสบหรือไม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเลือกแนวทางดูแล

กลุ่มที่ 1: สิวไม่อักเสบ (สิวอุดตัน / comedonal acne) เกิดจากรูขุมขนอุดตันด้วยน้ำมันและเซลล์ผิว ยังไม่มีการอักเสบชัดเจน แบ่งย่อยเป็น

  • สิวอุดตันหัวปิด (หัวขาว / whitehead) เป็นตุ่มเล็กสีขาวหรือสีเนื้อใต้ผิว เพราะรูขุมขนปิด
  • สิวอุดตันหัวเปิด (หัวดำ / blackhead) หัวสิวสัมผัสอากาศจึงเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันกลายเป็นสีดำ ไม่ใช่สิ่งสกปรกอย่างที่หลายคนเข้าใจ

กลุ่มที่ 2: สิวอักเสบ (inflammatory acne) เกิดเมื่อมีเชื้อแบคทีเรียและการอักเสบร่วมด้วย มักพัฒนาต่อจากสิวอุดตัน แบ่งย่อยเป็น

  • ตุ่มแดง (papule) ตุ่มนูนแดงเล็ก ๆ กดแล้วเจ็บ ยังไม่มีหนอง
  • ตุ่มหนอง (pustule) ตุ่มแดงที่มีหัวหนองสีขาวหรือเหลืองตรงกลาง
  • สิวหัวช้าง / สิวก้อน (nodule) ก้อนแข็งขนาดใหญ่ใต้ผิว กดเจ็บ อยู่ลึกกว่าตุ่มทั่วไป
  • สิวซีสต์ (cyst) ก้อนนุ่มที่มีของเหลวหรือหนองอยู่ลึก เมื่อพบร่วมกับสิวก้อนมักเรียกว่า nodulocystic acne ซึ่งเป็นชนิดที่เสี่ยงต่อรอยแผลเป็นสูง

ความรุนแรงของสิวมักประเมินจากชนิดและจำนวนของรอยโรค ตั้งแต่ระดับน้อย (สิวอุดตันเป็นหลัก) ไปจนถึงระดับรุนแรง (มีสิวก้อนและซีสต์) ซึ่งระดับความรุนแรงนี้มีผลต่อการเลือกแนวทางดูแล

สิวฮอร์โมนต่างจากสิวทั่วไปอย่างไร

สิวฮอร์โมนคือสิวที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะกลุ่มแอนโดรเจนที่กระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น จุดสังเกตที่ต่างจากสิวทั่วไปคือ ตำแหน่งและช่วงเวลาที่เกิด

ตามข้อมูลของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) สิวฮอร์โมนในผู้ใหญ่มักขึ้นบริเวณส่วนล่างของใบหน้า ได้แก่ กรอบหน้า (jawline) คาง และแก้มส่วนล่าง ต่างจากสิววัยรุ่นที่มักกระจายบริเวณหน้าผากและจมูก (T-zone) นอกจากนี้สิวฮอร์โมนในผู้หญิงหลายคนยังสัมพันธ์กับรอบเดือน โดยมักกำเริบในช่วงก่อนมีประจำเดือนและทุเลาลงเมื่อประจำเดือนมา

ลักษณะอื่นที่พบบ่อยของสิวฮอร์โมน

  • มักเป็นสิวอักเสบลึก เช่น ตุ่มแดงหรือสิวก้อน มากกว่าสิวอุดตันธรรมดา
  • พบได้ในผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่อาจไม่เคยมีสิวรุนแรงในวัยรุ่น
  • บางรายอาจสัมพันธ์กับภาวะที่มีแอนโดรเจนสูง เช่น ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

อย่างไรก็ตามผู้หญิงจำนวนมากที่มีสิวฮอร์โมนมีระดับฮอร์โมนปกติ แต่ผิวอาจไวต่อฮอร์โมนในระดับปกติมากกว่าคนทั่วไป การวินิจฉัยจึงอาศัยลักษณะทางคลินิกร่วมกับประวัติ และในบางกรณีอาจต้องตรวจเพิ่มเติม การดูแลสิวฮอร์โมนมักแตกต่างจากสิวทั่วไป เพราะอาจต้องพิจารณาแนวทางที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนภายใต้การดูแลของแพทย์ ดังนั้นหากสงสัยว่าเป็นสิวฮอร์โมนการปรึกษาแพทย์จะช่วยให้ได้แนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

สิวผด vs สิวอุดตัน vs สิวเชื้อรา แยกอย่างไร

สามภาวะนี้มักทำให้สับสนเพราะหน้าตาคล้ายกัน แต่กลไกต่างกัน และที่สำคัญคือ การดูแลก็ต่างกัน การแยกให้ถูกจึงช่วยลดการดูแลที่ไม่ตรงจุด

  • สิวอุดตัน เป็นตุ่มเล็กที่เกิดจากรูขุมขนอุดตันด้วยน้ำมันและเซลล์ผิว มีทั้งหัวขาวและหัวดำ มักไม่คัน และตอบสนองต่อกลุ่มยาที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว
  • สิวผด มักหมายถึงตุ่มเล็ก ๆ จำนวนมากที่ขึ้นเร็ว มักสัมพันธ์กับความร้อน เหงื่อ การระคายเคือง หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิว บางครั้งอาจเป็นการระคายเคืองของรูขุมขนมากกว่าสิวอุดตันแท้ ๆ
  • สิวเชื้อรา (Malassezia / Pityrosporum folliculitis) เกิดจากยีสต์ Malassezia ที่อยู่บนผิวตามธรรมชาติเพิ่มจำนวนในรูขุมขน จุดสังเกตคือ ตุ่มมักมีขนาดใกล้เคียงกัน เรียงตามรูขุมขน มีอาการคันร่วมด้วย และมักไม่มีหัวสิวอุดตัน

จุดที่ต้องระวังให้มากคือ สิวเชื้อรามักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวทั่วไป ตามรายงานในวารสารของ AAD การใช้ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาสิวอักเสบอาจไม่ได้ผลกับสิวเชื้อรา และบางครั้งอาจทำให้อาการแย่ลง ในขณะที่ยากลุ่มต้านเชื้อราอาจช่วยได้ ทั้งนี้สิวทั่วไปและสิวเชื้อราสามารถเกิดร่วมกันได้ การแยกด้วยตาเปล่าจึงไม่แม่นยำเสมอไป หากดูแลเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้นหรือมีอาการคันเด่นชัด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพราะการดูแลที่ตรงกับสาเหตุย่อมให้ผลที่เหมาะสมกว่า โดยผลขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

แต่ละชนิดดูแล/รักษาต่างกันอย่างไร

หลักการสำคัญคือ สิวต่างชนิดต้องการแนวทางต่างกัน การดูแลที่เหมาะกับสิวอุดตันอาจไม่ครอบคลุมสิวอักเสบรุนแรง ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมเพื่อให้เห็นความแตกต่าง โดยเป็นข้อมูลทั่วไปและไม่ใช่การวินิจฉัยเฉพาะบุคคล

ชนิดสิวลักษณะสาเหตุหลักแนวทางดูแลเบื้องต้น
สิวอุดตัน (หัวขาว/หัวดำ)ตุ่มเล็ก ไม่อักเสบ มีหัวปิดหรือหัวเปิดรูขุมขนอุดตันด้วยน้ำมันและเซลล์ผิวทำความสะอาดอ่อนโยน เลือกผลิตภัณฑ์ไม่อุดตัน อาจใช้กลุ่มช่วยผลัดเซลล์ผิวตามคำแนะนำ
สิวอักเสบ (ตุ่มแดง/ตุ่มหนอง)ตุ่มแดง กดเจ็บ บางตุ่มมีหัวหนองการอักเสบและเชื้อแบคทีเรียร่วมกับการอุดตันหลีกเลี่ยงการบีบ ดูแลตามคำแนะนำแพทย์ อาจต้องใช้ยาเฉพาะ
สิวก้อน/ซีสต์ก้อนใหญ่ใต้ผิว กดเจ็บ อยู่ลึกการอักเสบลึก มีโอกาสเกิดแผลเป็นสูงควรพบแพทย์เพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะสม ไม่ควรกดเอง
สิวฮอร์โมนมักขึ้นกรอบหน้า/คาง สัมพันธ์รอบเดือนแอนโดรเจนกระตุ้นต่อมไขมันปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาแนวทางที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน
สิวเชื้อราตุ่มเล็กขนาดใกล้กัน คัน ตามรูขุมขนยีสต์ Malassezia เพิ่มจำนวนควรให้แพทย์วินิจฉัย เพราะแนวทางต่างจากสิวทั่วไป

แนวทางการดูแลตามหลักการทั่วไป ได้แก่

  • สิวอุดตัน มักเริ่มจากการดูแลพื้นฐาน เช่น ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่อุดตันรูขุมขน (non-comedogenic) และอาจใช้กลุ่มที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวภายใต้คำแนะนำ ตามข้อมูลของ AAD กลุ่มเรตินอยด์เฉพาะที่มักได้ผลดีกับสิวอุดตัน
  • สิวอักเสบระดับน้อยถึงปานกลาง อาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ลดเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบร่วมด้วย ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • สิวก้อน ซีสต์ หรือสิวรุนแรง ควรพบแพทย์ตั้งแต่ต้น เพราะมีความเสี่ยงต่อรอยแผลเป็นและหลุมสิว การประเมินโดยแพทย์ช่วยวางแผนการดูแลที่เหมาะกับความรุนแรง

สิวเป็นภาวะเรื้อรังที่มักต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอ ผลของการดูแลขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ชนิดและความรุนแรงของสิว รวมถึงปัจจัยเฉพาะตัว หากกำลังมองหาแนวทางที่ประเมินตามสภาพผิวของตนเอง สามารถดู โปรแกรมดูแลปัญหาสิว ของ Onnyx Clinic เพื่อปรึกษากับแพทย์ผู้มีประสบการณ์

เมื่อไรควรพบแพทย์

ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเมื่อสิวเริ่มส่งผลต่อคุณภาพชีวิตหรือเสี่ยงต่อรอยแผลเป็น การพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและวางแผนการดูแลได้เหมาะสม

สัญญาณที่ควรพบแพทย์ ได้แก่

  • สิวอักเสบรุนแรง มีสิวก้อนหรือซีสต์ที่กดเจ็บและอยู่ลึก
  • สิวเรื้อรังที่ดูแลเบื้องต้นด้วยตนเองแล้วไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
  • สิวที่ทิ้งรอยดำหรือเริ่มเกิดหลุมสิวและรอยแผลเป็น
  • สิวที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน เช่น ขึ้นบริเวณกรอบหน้าและสัมพันธ์กับรอบเดือน หรือมีอาการอื่นร่วม
  • สิวที่ส่งผลต่อความมั่นใจและสภาพจิตใจ

แพทย์จะซักประวัติ ตรวจลักษณะของสิว และประเมินความรุนแรง เพื่อแยกชนิดของสิวและภาวะที่ดูคล้ายสิว จากนั้นจึงแนะนำแนวทางการดูแลที่เหมาะกับแต่ละบุคคล การได้รับคำแนะนำจากแพทย์ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการลองผลิตภัณฑ์หลายชนิดด้วยตนเองซึ่งบางครั้งทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น หากต้องการดูแลรอยที่เกิดตามมาหลังสิว สามารถอ่านเพิ่มเติมที่ รักษาหลุมสิว วิธีไหนดี

ข้อควรเลี่ยง: การบีบหรือกดสิวเอง

ไม่แนะนำให้บีบหรือกดสิวเอง เพราะเป็นพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาตามมามากกว่าจะช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น

เหตุผลที่ควรหลีกเลี่ยง

  • การบีบอาจดันการอักเสบและเชื้อแบคทีเรียลงลึก ทำให้สิวอักเสบมากขึ้น
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากมือและเล็บที่ไม่สะอาด
  • ทำให้เกิดรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) และเสี่ยงต่อหลุมสิวที่แก้ไขได้ยากในภายหลัง

หากมีสิวอุดตันที่ต้องการกดออก ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ดำเนินการในสภาพแวดล้อมที่สะอาดและด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวแรง ๆ การใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดพร้อมกันโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และการสัมผัสใบหน้าบ่อย ๆ การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและมีแพทย์ดูแลก็มีส่วนสำคัญต่อความปลอดภัย สามารถดูข้อมูล แพทย์ผู้ดูแลของ Onnyx Clinic เพิ่มเติมได้

หากกำลังมีปัญหาสิวและต้องการคำแนะนำที่ประเมินตามสภาพผิวของตนเอง สามารถปรึกษาทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ของ Onnyx Clinic ได้ทาง LINE: @onnyxclinic เพื่อสอบถามข้อมูลและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับคุณ ทั้งนี้ผลของการดูแลขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

แหล่งอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย

สิวมีกี่ชนิด? +

โดยทั่วไปแพทย์ผิวหนังแบ่งสิวเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สิวไม่อักเสบ (สิวอุดตันหัวขาวและหัวดำ) และสิวอักเสบ (ตุ่มแดง ตุ่มหนอง สิวหัวช้าง/ก้อน และซีสต์) นอกจากนี้ยังมีภาวะที่ดูคล้ายสิว เช่น สิวฮอร์โมน สิวผด และสิวเชื้อรา ซึ่งมีกลไกต่างกัน

สิวอุดตันกับสิวอักเสบต่างกันอย่างไร? +

สิวอุดตันคือรูขุมขนที่อุดตันด้วยน้ำมันและเซลล์ผิว ยังไม่มีการอักเสบ มีทั้งหัวขาวและหัวดำ ส่วนสิวอักเสบเกิดเมื่อมีเชื้อแบคทีเรียและการอักเสบร่วมด้วย ทำให้เป็นตุ่มแดง ตุ่มหนอง หรือก้อนใต้ผิวที่กดเจ็บ

สิวฮอร์โมนสังเกตได้อย่างไร? +

สิวฮอร์โมนมักขึ้นบริเวณกรอบหน้า คาง และแก้มส่วนล่าง พบบ่อยในผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ และอาจสัมพันธ์กับรอบเดือน เนื่องจากแอนโดรเจนกระตุ้นการสร้างน้ำมัน หากสงสัยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

สิวเชื้อรากับสิวทั่วไปแยกอย่างไร? +

สิวเชื้อรา (Malassezia/Pityrosporum folliculitis) มักเป็นตุ่มเล็กขนาดใกล้เคียงกันเรียงตามรูขุมขน มีอาการคันร่วมด้วย และมักไม่มีหัวสิวอุดตัน ต่างจากสิวทั่วไปที่ขนาดตุ่มหลากหลายและมักไม่คัน การใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอาจไม่ได้ผลและบางครั้งทำให้แย่ลง จึงควรให้แพทย์วินิจฉัย

บีบสิวเองได้ไหม? +

ไม่แนะนำให้บีบหรือกดสิวเอง เพราะอาจดันการอักเสบลงลึก เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ รอยดำ และหลุมสิว หากต้องการกดสิวอุดตันควรทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด

พญ. จันธิดา กล้วยจำนงค์

เรียบเรียงโดย กองบรรณาธิการ Onnyx Clinic

ตรวจทานโดยแพทย์ พญ. จันธิดา กล้วยจำนงค์ · แพทย์ผู้ดูแล Onnyx Clinic · ว.74005

ทบทวนล่าสุด 28 มิถุนายน 2569

แพทย์ →

บทความที่เกี่ยวข้อง

ภาพผิวเรียบเนียนในแสงนุ่มแบบกระจาย

สิว หลุมสิว

ตัดพังผืดหลุมสิว (Subcision) คืออะไร เหมาะกับหลุมสิวแบบไหน

ตัดพังผืดหลุมสิว (Subcision) คืออะไร เหมาะกับหลุมสิว rolling อย่างไร สรุปขั้นตอน ระยะพักฟื้น จำนวนครั้ง และเหตุผลที่มักทำร่วมกับเลเซอร์ โดยทีมแพทย์ Onnyx Clinic

15 ส.ค. 2569
ใบหน้าด้านข้างของผู้หญิงเอเชียที่มีผิวเรียบเนียนในแสงนุ่มนวล

สิว หลุมสิว

สิวขึ้นตรงไหน บอกอะไรได้บ้าง แผนที่สิวจริงไหม

สิวขึ้นหน้าผาก แก้ม กราม คาง บอกอะไรได้บ้าง แผนที่สิวเชื่อได้แค่ไหน และตำแหน่งสิวช่วยแพทย์วางแผนรักษาอย่างไร โดยทีมแพทย์ Onnyx Clinic

2 ส.ค. 2569
ภาพนิ่งโทนสะอาดเรียบง่ายของเครื่องมือทางผิวหนังและจานแก้วบนพื้นหลังสีนวล สื่อถึงการดูแลสิวอย่างเป็นระบบ

สิว หลุมสิว

กดสิว กับ ฉีดสิว ต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับสิวคุณ

กดสิว กับ ฉีดสิว ต่างกันอย่างไร กดสิวคือการนำสิวอุดตันออกด้วยเครื่องมือสะอาด ส่วนฉีดสิวคือการฉีดยาลดการอักเสบเข้าสิวก้อนใหญ่ สรุปข้อบ่งชี้ ความเสี่ยง และการดูแล

25 ก.ค. 2569

พร้อมเริ่มดูแลตัวเองแล้วหรือยัง?

ปรึกษาแพทย์และนัดหมายได้ทาง LINE ทุกวัน

ทักไลน์ · @onnyxclinic